เข้าสู่ระบบสมาชิก
สถิติสารสนเทศ
วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก ราชวรมหาวิหาร
1 วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก วรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท ราชวรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท วรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท วรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี วรวิหาร
2 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี สามัญ
9 วัด
วัดราษฎร์
1455 วัด
สำนักสงฆ์
83 วัด
ที่พักสงฆ์
72 วัด
วัดร้าง
2 วัด
วัดทั้งหมด
1624 วัด
 
ศาสนบุคคลไทย
พระภิกษุ
8380 รูป
สามเณร
309 รูป
แม่ชี
89 รูป
ศิษย์วัด
33 คน
บุคคลทั่วไปชาย
40 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
52 คน
ทั้งหมด
8903 รูป/คน
 
ศาสนบุคคลต่างชาติ
พระภิกษุ
40 รูป
สามเณร
27 รูป
แม่ชี
1 รูป
ศิษย์วัด
3 คน
บุคคลทั่วไปชาย
0 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
0 คน
ทั้งหมด
71 รูป/คน
 
สถิติสถานภาพพระภิกษุปัจจุบัน
พระบวชใหม่
7225 รูป
ลาสิกขา
33 รูป
มรณภาพ
10 รูป
 

สาระธรรม

การใช้มโนมยิทธิที่ถูกต้อง

รายละเอียด

วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ เมื่อวานกระผม/อาตมภาพฟังรายการ "คุยคุ้ยคน" ของคุณหนุ่ม คงกระพัน เกี่ยวกับการติดตามเจ้ากรรมนายเวร ของคุณเมฆ (วินัย ไกรบุตร) หรือชื่อในปัจจุบันก็คือหัฒศนัย ไกรบุตร ว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์ไพศาล แสนไชย บอกไปเกี่ยวกับเจ้ากรรมนายเวรนั้น เป็นความจริงหรือว่า "มโน" ไปเอง

ซึ่งกระผม/อาตมภาพติดใจตรงคำว่า "มโน" เพราะว่าคำนี้มาจากคำว่า มโนมยิทธิ หรือมโนมย หรือว่ามโนมัย สำเร็จด้วยใจ กับ อิทธิ ก็คือความสำเร็จนั่นแหละ หรือถ้าแปลอีกศัพท์หนึ่งก็คือฤทธิ์ ก็คือฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ

พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านศึกษาวิชานี้มาแล้ว เห็นประโยชน์สูงสุด ก็คือทำให้เรารู้จักพระนิพพานได้ ไปพระนิพพานตรงทั้ง ๆ ที่วิชานี้มีส่วนอันตรายมาก ก็คือถ้าเอาไปใช้ผิด จะเกิดโทษมากกว่าประโยชน์ แต่ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านมั่นใจว่าลูกศิษย์ของท่านฉลาดพอ ที่จะเลือกเอาในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ละเว้นในสิ่งที่เป็นโทษ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่กระผม/อาตมภาพฝึกวิชามโนมยิทธินี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ ปรากฏว่าเห็นลูกศิษย์หลวงพ่อร้อยละ ๙๙.๙๙ เอาไปใช้ผิดหมด..!

เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าวิชานี้ เมื่อฝึกได้แล้ว ถ้าเราสามารถที่จะซักซ้อมจนเกิดความคล่องตัว ก็จะรู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต รู้ว่าคนและสัตว์ก่อนจะเกิดมาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน ระลึกชาติได้ ถ้าหากว่าทำถูกทางจริง ๆ ก็ทำกิเลสให้สิ้นไปได้ และที่สำคัญ รู้ใจคนอื่นว่าคิดอะไรอยู่..!

คราวนี้สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านย้ำอยู่บ่อย แต่ลูกศิษย์มักจะปล่อยให้เลยไปเฉย ๆ เพราะไม่เห็นความสำคัญ ก็คือมโนมยิทธินั้น "ต้องซักซ้อมอยู่เสมอ" "ต้องเชื่ออารมณ์แรก" โดยเฉพาะเคล็ดลับสำคัญก็คือ "ขอรู้เห็นตามความเป็นจริง"

ในเมื่อสิ่งสำคัญที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านย้ำหนักย้ำหนา แต่ว่าบรรดาลูกศิษย์ไม่ได้ใส่ใจ ไม่เห็นความสำคัญ ถึงเวลาเมื่อเพลิดเพลินเจริญใจ ก็ลืมไปด้วยว่าต้องขอรู้เห็นตามความเป็นจริง ในเมื่อขาดการซักซ้อม สงสัยในอารมณ์แรก ลืมไปว่าต้องขอการรู้เห็นตามความเป็นจริง จึงเข้าป่าเข้าดงไปนับไม่ถ้วนแล้ว ในเมื่อบอกผิดพลาด จนกระทั่งคนเขาเบื่อหน่าย ก็เลยเกิดวลีติดปากว่า "อย่ามามโน" ประมาณว่า "มึงคิดเอาเอง"..!

เรื่องพวกนี้เป็นที่น่าเสียใจและน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ว่าวิชาการที่เลิศคุณค่าขนาดนี้ ก็คือทำให้เรารู้จักพระนิพพานได้ ไปพระนิพพานตรง ถ้าจดจำอารมณ์ที่ปราศจากกิเลสนั้นได้ แล้วเอามาประคับประคองรักษาเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ พอทำไปนาน ๆ สภาพจิตเกิดความเคยชินกับสภาวะหมดกิเลส สภาพจิตของเราก็จะพ้นจากกิเลสไปเองโดยอัตโนมัติ

ถ้าจะว่าไปแล้วก็คือเป็นการหลุดพ้นด้วยเจโตวิมุติ ใช้กำลังใจข่มกิเลสเอาไว้ จนกระทั่งกิเลสเกิดไม่ได้ และหมดสภาพไปในที่สุด

แต่ขณะเดียวกันก็สามารถที่จะแปลงมาเป็นปัญญาวิมุติได้ เนื่องเพราะว่ามโนมยิทธินั้น เป็นการถอดกายในไปตามภพภูมิต่าง ๆ ตราบใดที่สภาพจิตของเรายังยึดเกาะร่างกายอยู่ ต่อให้กำลังสมาธิสูงแค่ไหนก็ไปไม่ได้ กำลังเพียงพอที่จะไป แต่จิตหน่วงเอาไว้เพราะความกลัว กลัวว่าไปแล้วจะตายไปเลยบ้าง ไปแล้วจะกลับไม่ได้บ้าง ไปแล้วเจอของที่น่ากลัวบ้าง ข้างในก็จะไป ข้างนอกก็รั้งไว้ ก็เกิดอาการดิ้นตึงตังโครมคราม จนกว่าจะทำใจได้ ตัดใจได้จริง ๆ ถึงจะไปได้

ดังนั้น..คนที่จะฝึกมโนมยิทธิได้ดี ต้องหมั่นพิจารณาตัดร่างกายอยู่เสมอ ๆ หรือเวลาถอดจิตออกไปแล้วมองกลับมา ก็จะเห็นคราบร่างโทรม ๆ นี้ ที่หาความสวยความงามอะไรไม่ได้ สู้กายในของเราไม่ได้ เพราะว่ากายในที่ออกไปด้วยกำลังสมาธิ จะมีลักษณะเหมือนกับพรหม ต้องบอกว่าสวยงามกว่าร่างหยาบนี้จนประมาณไม่ได้ ในเมื่อเห็นชัดเจนขนาดนั้นแล้ว ถ้าสภาพจิตของเรายอมรับ และถอนจากการยึดเกาะ ก็สามารถที่จะหลุดพ้นด้วยปัญญาวิมุติได้เช่นกัน

คราวนี้ในเมื่อบรรดาลูกศิษย์ไม่พิจารณาบ่อย ๆ ออกไปก็มืดตื๋อ..! เปะปะไปไหนไม่ถูกก็กลับ หรือว่าสามารถสัมผัสได้แต่ว่าไม่มีความชัดเจน เมื่อขาดความมั่นใจ ไม่เชื่ออารมณ์แรกก็ตอบมั่วเอา กลายเป็นผิดพลาด โดนคนเขาดูถูกดูแคลนว่า "มโน" เอาเอง..!

ดังนั้น..เหตุที่เกิดอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ว่าวิชาการนี้ไม่ดี เพียงแต่ว่าเหมือนกับมีดสองคมที่คมเป็นพิเศษ ใช้ถูกก็สามารถตัดกิเลส เข้าถึงมรรคถึงผลได้เร็วมาก ใช้ผิดนอกจากตัวเองเสียแล้ว ยังพาคนอื่นเสียไปหมด บุคคลที่จะเคารพในพระรัตนตรัย พอเจอบุคคลประเภทนี้เข้า ก็พลอยทำให้ลังเลสงสัย ว่า "ไอ้นี่ "มโน" เองขนาดนี้ แล้วครูบาอาจารย์จะสอนถูกหรือไม่ ?"

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=9868

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com

 

ผู้แต่ง
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.

โดย : วัดท่าขนุน

ที่อยู่ : ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

จำนวนเข้าดู : 92

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 08:47:20

ข้อมูลเมื่อ : 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 08:47:20

 
 
 
 

สาระธรรม 10 อันดับ

วันมาฆบูชา

โดย วัดอินทาราม

ข้อมูลเมื่อ : 24-02-2567

เปิดดู : 12

แสงทอง​แสงธรรม​

โดย วัดสามัคคีธรรม (ปลายน้ำ)

ข้อมูลเมื่อ : 10-02-2567

เปิดดู : 33

ธรรมนำทาง

โดย วัดสารภี

ข้อมูลเมื่อ : 10-02-2567

เปิดดู : 30

ชีวิตเป็นของเรา

โดย วัดสารภี

ข้อมูลเมื่อ : 29-01-2567

เปิดดู : 34