เข้าสู่ระบบสมาชิก
สถิติสารสนเทศ
วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก ราชวรมหาวิหาร
1 วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก วรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท ราชวรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท วรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท วรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี วรวิหาร
2 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี สามัญ
9 วัด
วัดราษฎร์
1455 วัด
สำนักสงฆ์
83 วัด
ที่พักสงฆ์
72 วัด
วัดร้าง
2 วัด
วัดทั้งหมด
1624 วัด
 
ศาสนบุคคลไทย
พระภิกษุ
8362 รูป
สามเณร
302 รูป
แม่ชี
89 รูป
ศิษย์วัด
33 คน
บุคคลทั่วไปชาย
39 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
53 คน
ทั้งหมด
8878 รูป/คน
 
ศาสนบุคคลต่างชาติ
พระภิกษุ
40 รูป
สามเณร
25 รูป
แม่ชี
1 รูป
ศิษย์วัด
3 คน
บุคคลทั่วไปชาย
0 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
0 คน
ทั้งหมด
69 รูป/คน
 
สถิติสถานภาพพระภิกษุปัจจุบัน
พระบวชใหม่
7208 รูป
ลาสิกขา
35 รูป
มรณภาพ
10 รูป
 

สาระธรรม

เรื่องของพระ เรื่องของเทวดา ท่านไม่ได้ให้โทษต่อใคร

รายละเอียด

ในเรื่องของบุญกุศลนั้น ตราบใดที่เรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ตราบนั้นบุญกุศลก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าบุญกุศลนั้นจะส่งผลต่อชีวิตเราในด้านดีอย่างเดียว เพียงแต่ว่าเราท่านทั้งหลายส่วนใหญ่แล้ว ไม่ได้ทำความดีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มักจะมีการทำดีทำชั่วบ้าง สลับผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนกันไป จึงทำให้ถึงเวลาก็มีกรรมชั่วเข้ามาแทรก ให้เราต้องลำบากเดือดร้อน

ขอให้ทุกท่านทำใจแบบอนาถปิณฑิกเศรษฐี ที่ถึงเวลากรรมเข้ามาแทรก ทำให้โดนน้ำซัดเอาคลังสินค้าริมแม่น้ำพังถล่มลงน้ำไปหมด กองเรือที่ส่งไปค้าขายต่างเมือง ก็โดนพายุพัดหลงทาง หากันไม่เจอ ทรัพย์สมบัติที่มีมากมาย ก็ลดน้อยถอยลง แต่กำลังใจของท่าน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงในกองบุญการกุศล ยังคงทำบุญเลี้ยงพระทุกวัน เพียงแต่ว่าจากที่เคยเลี้ยงข้าวมธุปายาส ก็เหลือเพียงข้าวต้มกับน้ำผักดอง แต่ท่านก็ไม่คลายศรัทธาเลย

จนกระทั่งเทวดาที่รักษาฉัตรในบ้านท่าน มาดุท่านว่า "ฐานะตกต่ำถึงปานนี้แล้ว ยังจะทำบุญให้ทรัพย์สินหมดลงไปอีก" อนาถปิณฑิกเศรษฐีก็เลยไล่เทวดาว่า "อัปเปหิ..เธอจงไป เทวดาที่เป็นมิจฉาทิฐิ ไม่รู้จักคุณงามความดีแบบนี้ เราไม่ต้องการ" อนาถปิณฑิกเศรษฐีเศรษฐีท่านเป็นพระโสดาบัน กำลังความดีสูงกว่าเทวดามาก ในเมื่อออกปากไล่ เทวดาก็อยู่ไม่ได้

เทวดาร้องไห้ร้องห่มไปบอกท้าวสักกเทวราช ซึ่งคือพระอินทร์ว่า "นายสั่งให้กระผมไปรักษาฉัตรที่บ้านเศรษฐี แต่โดนเศรษฐีขับไล่ออกมา กระผมควรจะทำอย่างไรดี จึงจะอยู่รักษาหน้าที่ต่อไปได้ ?" พระอินทร์จึงแนะนำว่า "เอาอย่างนี้ คลังสินค้าของเศรษฐีโดนน้ำเซาะถล่มลงน้ำหายไป เธอจงไปงมสินค้านั้นคืนมาทั้งหมด กองเรือของเศรษฐีโดนพายุซัด จนกระทั่งหาทางกลับไม่เจอ เธอจงไปนำทางกลับมา เมื่อทำความดีอย่างนี้แล้ว ค่อยไปขอขมาต่อเศรษฐี เชื่อว่าเขาคงจะยอมให้อภัย"

อนาถปิณฑิกเศรษฐีที่สั่งให้ลูกน้องสร้างคลังสินค้าใหม่ ก็แปลกใจว่าคืนนี้มีอะไร คลังสินค้าทำไมสว่างไสวผิดปกติ จึงเข้าไปดู ปรากฏว่าเจอเทวดาเป็นกรรมกร กำลังแบกสินค้ามาคืน ด้วยความที่ร่างกายของเทวดามีรัศมีสว่างรุ่งเรือง จึงทำให้เหมือนกับในคลังสินค้ามีไฟดวงใหญ่ ๆ ติดอยู่

เมื่อเศรษฐีเข้าไปเห็นเข้า ก็ถามว่า "ท่านมาทำอะไร ?" เทวดาก็เล่าให้ฟังว่า ไปขอพระอินทร์ที่เป็นเจ้านาย ช่วยบอกวิธีว่าทำอย่างไร จะให้เศรษฐียอมอภัยให้ เมื่อเศรษฐีทราบดังนั้นก็บอกว่า "ถ้าหากว่าเธอเปลี่ยนใจ ไม่ขัดขวางการบุญของเรา เราก็ยินดีให้เธอดูแลรักษาฉัตรต่อไป"

คาดว่าน่าจะเป็นเทวดาประเภทรุกขเทวดา ต้องให้เจ้าของอนุญาต จึงเอาวิมานไปแปะเอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับคนอนาถา ไม่มีบ้านจะอยู่ คราวนี้การที่จะมีวิมานแปะอยู่บนยอดฉัตรของเศรษฐีได้ เป็นเรื่องเท่สุด ๆ ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เพราะว่าเศรษฐีแต่ละคนหายากยังไม่พอ ยังต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ มอบฉัตรสามชั้นให้ เป็นเครื่องหมายว่าร่ำรวยจริง

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น อนาถปิณฑิกเศรษฐีซึ่งตั้งใจทำความดี จนกระทั่งกระแสบุญย้อนมาสนอง ก็ได้กองเรือสินค้าคืนมา ได้ทรัพย์สมบัติที่พังลงน้ำไปคืนมา ร่ำรวยเป็นเศรษฐีใหญ่เหมือนเดิม
ดังนั้น…ในเรื่องของเราก็เหมือนกัน บางคนเดี๋ยวลำบาก เดี๋ยวสบาย ตอนที่เราสบาย ก็ยกเป็นความดีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพนับถือ ว่าบันดาลความเจริญรุ่งเรืองแก่พวกเรา แต่ตอนลำบาก มักจะขาดสติ ไปโทษสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าไม่ช่วยบ้าง บางทีก็สงสัยว่า เอ๊ะ..เราตั้งหิ้งพระถูกหรือเปล่า..? พระภูมิเจ้าที่หันหน้าถูกทางไหม..? ยุ่งไปหมด..! ก่อนหน้านี้ก็ดีอยู่ ตอนนี้ดันมาสงสัย แสดงว่าศรัทธาไม่แน่นแฟ้นเท่าอนาถปิณฑิกเศรษฐี

ขอให้พวกเราเข้าใจเสียใหม่ว่า เรื่องของพระ เรื่องของเทวดา ท่านไม่ได้ให้โทษต่อใคร มีแต่ให้คุณโดยส่วนเดียว แต่การที่จะให้คุณได้ เราต้องมีบุญเป็นเรื่องหนุนเสริม พอบุญของเราขาดช่วงลง ท่านไม่สามารถสงเคราะห์ให้ดีเท่าเดิมได้ ท่านก็ต้องปล่อยวาง รอเวลาบุญใหม่ของเราที่ทำไว้เข้ามาถึง ในช่วงนั้นเราอาจจะตกระกำลำบากบ้าง เจ็บไข้ได้ป่วยบ้าง การค้าการขาย การงานต่าง ๆ ติดขัดไปหมดบ้าง

ขอให้ตั้งใจทำความดีต่อไป โดยเฉพาะความดีในทาน ในศีล ในภาวนา เป็นความดีที่ใหญ่มาก ถ้าหากว่าตั้งใจทำสักระยะหนึ่ง จะเป็นการตัดเคราะห์ เสริมดวง ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการรักษาศีลและเจริญภาวนา อรรถกถาจารย์ท่านเปรียบเอาไว้ว่า

การให้ทาน ถ้าเราทำหนึ่งจะมีผลเป็นร้อย
การรักษาศีล เราทำหนึ่งจะมีผลเป็นหมื่น
การเจริญภาวนา เราทำหนึ่งจะมีผลเป็นล้าน

ดังนั้น..คุณงามความดีของเรา เมื่อบกพร่องลง ก็ต้องรีบเร่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาให้พอเพียง ไม่ใช่ไปหาหมอ ไปสะเดาะเคราะห์ ไปรดน้ำมนต์ ไปเปลี่ยนชื่อ เรื่องพวกนั้นได้แค่กำลังใจ สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้นั้น ต้องเป็นกำลังบุญ

ก็แปลว่าเราควรที่จะสร้างบุญในทาน ในศีล ในภาวนา ให้สม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ช่วยให้ชีวิตของเรามีความเจริญรุ่งเรือง สืบเนื่องยาวนานไป อย่าไปทำบ้าง เว้นบ้าง อาตมภาพเห็นบางท่านทำบุญปีละครั้งเดียวตอนวันเกิด ก็ยังนึกว่าถ้าเป็นคน เรากินปีละครั้งเดียว ที่เหลือน่าจะหิวมาก ขอให้เปลี่ยนใจใหม่ได้แล้ว ทำทุกวันได้ยิ่งดี
.....................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com

ผู้แต่ง
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.

โดย : วัดท่าขนุน

ที่อยู่ : ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

จำนวนเข้าดู : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 29 เมษายน พ.ศ. 2567 17:13:44

ข้อมูลเมื่อ : 28 เมษายน พ.ศ. 2567 02:46:50

 
 
 
 

สาระธรรม 10 อันดับ

หลักธรรมของพระพุทธเจ้าตรัสว่า

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 16-05-2567

เปิดดู : 6

ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 09-05-2567

เปิดดู : 12

การรับข่าว ควรที่จะรับอย่างมีสติ

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 01-05-2567

เปิดดู : 21

การสรงน้ำพระ

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 29-04-2567

เปิดดู : 19