เข้าสู่ระบบสมาชิก 
สถิติสารสนเทศ 
สาระธรรม
มาตาปิตุอุปัฎฐานกถา
รายละเอียด
มาตาปิตุอุปัฎฐานกถา
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
“มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมนฺติ”
ณ บัดนี้อาตมภาพจักได้แสดงพระสัทธรรมเทศนาใน มาตาปิตุอุปัฎฐานกถา พรรณนาถึงการบำรุงเลี้ยงดูปรนนิบัติบิดามารดา ปรารภในโอกาสที่วันนี้เป็นวันที่พวกเราต่างก็มีสัญญาใจต่อกันที่จะต้องมาเจอะเจอพบปะกันเพื่อฟังพระธรรมเทศนา ณ อุโบสถวัด ................... นี้ เหตุเพราะว่าวันนี้ตรงกับ “วันธัมมัสสวนะ” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันพระ” ประการหนึ่ง แต่ที่พิเศษยิ่งกว่าก็คือวันนี้เวียนมาบรรจบกับวาระสำคัญที่คนไทยถือกันว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง คือ วันแม่แห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องปลุกจิตสำนึกให้สำเหนียกใจกตัญญูรู้คุณบุพการีผู้ให้กำเนิด อันมีพระคุณสุดประมาณหามิได้ ตามสมควรแก่เวลาต่อไป
ในวันนี้มีคุณโยมที่มาทำบุญกอปรด้วยกุศลฉันทะเจตนา ปรารถนาแสดงออกซึ่งกตัญญุตาธรรมเพื่ออุทิศไปให้ คุณแม่ ..................... รับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ อาตมาขออนุโมทนาในกุศลจิตครั้งนี้ด้วย
ท่านสาธุชนทั้งหลาย ทุกคนบนโลกใบนี้เกิดมาย่อมมีผู้ให้กำเนิด นั่นก็คือ “แม่” ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ภาษาอะไร ศาสนาไหน จะร่ำรวยหรือยากจนก็ตาม แม่คือผู้ให้ความรัก ความเมตตา ความอบอุ่น ความเอาใจใส่ ท่านเลี้ยงดูพวกเรามาด้วยน้ำใจบริสุทธิ์ด้วยความรักและเอ็นดู เป็นทั้งผู้ให้และผู้เสียสละในเวลาเดียวกัน ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นเป็นรักอันบริสุทธิ์ เป็นรักที่อบอุ่นอ่อนโยน ไม่มีขอบเขตดั่งเส้นรุ้งที่ตรงขอบฟ้า ปราศจากเงื่อนไขและไร้กาลเวลา เป็นสัจธรรมที่ดำรงและคงอยู่ เป็นจริงอยู่อย่างไรก็เป็นจริงอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป เคยมีอยู่เพียงไหนก็หาได้ลดน้อยถดถอยลงแต่อย่างใดไม่ แม้นยามเมื่อลูกเติบใหญ่แยกเรือนออกไปแล้วก็ยังเป็นห่วงหา ถ้าลูกเดือดร้อนแม่ก็พร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่ได้เปิดเพียง ๒๔ ชั่วโมงเหมือนอย่าง 7 eleven เท่านั้น แต่เปิดบริการตลอดชีวิตชั่วอายุไขตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ สำนวนไทยที่ว่า “ฆ่าไม่ตาย ขายไม่ขาด” ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าความรักของแม่ที่มีต่อลูกมันมากขนาดไหน มีผู้พรรณนาความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่ไว้ดังนี้ว่า
“รักใดเล่า รักแน่ เท่าแม่รัก
ผูกสมัคร ลูกมั่น มิหวั่นไหว
ห่วงใดเล่า เท่าห่วง ดังดวงใจ
ที่แม่ให้ กับลูก อยู่ทุกครา
ยามลูกขื่น แม่ขม ตรมหลายเท่า
ยามลูกเศร้า แม่โศก วิโยคกว่า
ยามลูกหาย แม่ห่วง คอยดวงตา
ยามลูกมา แม่หมด ลดห่วงใย”
พระพุทธองค์ตรัสว่า บุคคลที่หาได้ยากมี ๒ จำพวก ได้แก่
๑. บุพพการี ผู้ทำอุปการะก่อน
๒. กตัญญูกตเวที ผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้วตอบแทน
โดยทั่วไปสังคมไทยเข้าใจและเรียกบุคคลที่เป็นพ่อแม่นี้ว่า บุพการี หมายถึง บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน แต่ในทางพระพุทธศาสนา บุพการีมีความหมายกว้างกว่านั้น หมายรวมไปถึง ครูอาจารย์ อุปัชฌาย์ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย พ่อแม่ทุกคนบนโลกใบนี้เป็นบุคคลที่หาได้ยากอย่างแน่นอนที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าลูกทุกคนจะเป็นบุคคลที่หาได้ยากไปด้วย เพราะความกตัญญูกตเวทีเป็นกรรมที่ทำได้ยาก เป็นคุณธรรมเฉพาะตัวของคนดีเท่านั้น มักจะปรากฎข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยครั้งว่าพ่อแม่ถูกทอดทิ้ง ลูกไม่ยอมเลี้ยงดู เรียกว่าลูกอกตัญญู หรือลูกเนรคุณ ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งจะเห็นข่าวลูกติดยาบ้า ประสาทหลอนฆ่าพ่อแม่ของตัวเอง อันนี้ยิ่งหนักถือว่าเป็นลูกทรพี ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าได้กระทำ กรรมหนักที่สุด หรือ ครุกรรม มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “อนันตริยกรรม” คนที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเองนั้นบาปหนัก ตายไปต้องไปชดใช้กรรมในอบายภูมิ ตกนรกสถานเดียว จัดว่าเป็น อุปฆาตกรรม หรือ กรรมตัดรอนฝ่ายอกุศลอย่างหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถขึ้นสวรรค์ได้ เป็นนรกขุมสุดท้ายและลึกที่สุด อยู่ชั้นที่ ๘ คือ “อเวจีมหานรก” จะได้รับความทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสยาวนานเป็นกัปทีเดียว และจะไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานใดๆ เลยตลอดชีวิตในชาติที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้น พวกเราที่นั่งในที่นี้ที่ได้เลี้ยงดูตอบแทนคุณท่าน ขอให้ท่านทั้งหลายภูมิใจเถิดว่าท่านเป็นบุคคลที่หาได้ยากตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ประการต่อมา พ่อแม่นั้นเปรียบได้ดั่งพรหมของลูก เพราะว่าท่านมีหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์เฉกเช่นพรหม ได้แก่ พรหมวิหาร ๔ คือ
๑. เมตตา เมื่อลูกยังเล็กเป็นเด็กเยาว์วัย แม่ท่านก็ให้ความเมตตา รักใคร่ เอาใจใส่ ถนอมเลี้ยงให้เจริญเติบโต
๒. กรุณา เมื่อลูกเจ็บไข้หรือยามประสบทุกข์ภัย แม่ก็มีความกรุณา เป็นห่วงเป็นใย คอยปกปักรักษา หาทางบำบัดแก้ไข
๓. มุทิตา เมื่อลูกเจริญวัยโตเป็นหนุ่มสาว แม่ก็พลอยปลาบปลื้มใจไปด้วย และหวังให้ลูกงามสดใสอยู่นานเท่านาน
๔. อุเบกขา เมื่อลูกรับผิดชอบกิจหน้าที่ของตนขวนขวายอยู่ด้วยดี แม่มีใจนิ่งสงบเป็นกลาง วางเฉยคอยดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน
ท่านว่าพ่อแม่นั้นเปรียบได้ดั่งครูของลูก เพราะว่าท่านได้คอยอบรมสั่งสอนลูก เป็นคนแรกก่อนคนอื่นใดในโลก
มารดาบิดายังเปรียบเสมือนพระอรหันต์และเป็นอาหุไนยบุคคลของลูก เป็นเนื้อนาบุญของลูก เป็นผู้ควรแก่ปฏิการคุณที่บุตรพึงทำตอบแทน ท่านเป็นพระอรหันต์ในบ้านที่ลูกมักจะมองข้าม ผู้ที่กล่าวเทิดพระคุณของมารดาบิดาให้ประจักษ์ว่าเป็นพระอรหันต์ในบ้าน ก็คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม มีคราวหนึ่งท่านได้รับอาราธนาให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่ ๔ และบรรดาเหล่าขุนนาง ข้าราชการ และข้าราชบริพาร ท่านเทศน์ดังนี้ว่า
"พระอรหันต์ คือ พระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองเกาะหลังท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังคงดั้นด้น ดิ้นรนไปหา เพื่อหวังเพื่อยึดเหนี่ยวบูชา แต่พระที่อยู่ภายในใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือกินด่าง อีกน้ำใจของพ่อแม่ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน เช่นเดียวกับพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ที่มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน พ่อแม่จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูก"
เมื่อพระอรหันต์เป็นอาหุไนยบุคคล บิดามารดาจึงเป็นอาหุไนยบุคคลไปด้วย และเป็นผู้สมควรได้รับสิ่งของสำหรับบูชาจากบุตรธิดา การปรนนิบัติเลี้ยงดู การเกื้อกูลบิดามารดาจึงเท่ากับปรนนิบัติเลี้ยงดูพระอรหันต์ การปรนนิบัติมารดาบิดานั้นแล บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง เขาตายไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน สิงคาโลวาทสูตร ว่าพ่อแม่เปรียบได้ดั่ง ทิศเบื้องหน้า หรือที่เรียกว่า ปุรัตถิมทิส คือทิศตะวันออก เพราะมารดาบิดาเป็นผู้นำหน้า ออกหน้าและรับหน้า เปรียบเสมือนนาวาที่นำพาชีวิตของบุตรให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นผู้ใกล้ชิดลูกมากที่สุด อีกทั้งมีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมอุปนิสัยของลูกให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดหน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูกดังนี้ คือ
๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว
๒. สอนให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
๔. หาคู่ครองที่สมควรให้
๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลาอันควร
ในขณะเดียวกันลูกก็มีหน้าที่ตอบแทนพระคุณของท่านดังนี้ คือ
๑. ท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ
๒. ช่วยทำการงานของท่าน
๓. ดำรงรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล
๔. ประพฤติตนให้เป็นผู้ที่สมควรแก่การรับมรดก
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน
นอกจากนี้อะไรก็ตามที่ทำลงไปแล้วทำให้แม่มีความสุขและสบายใจ นั่นนับว่าเป็นการทำดีและเป็นการตอบแทนบุญคุณไปในตัว แต่อะไรก็ตามที่ลูกทำลงไปแล้วทำให้แม่เสียใจหรือทุกข์ใจพึงละเว้นเสีย เวลาที่ลูกทำชั่วหรือไปทำสิ่งไม่ดีทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและมีผลกระทบไปถึงสังคม ลูกรู้ไหมคนถัดไปที่จะถูกสังคมตำหนิหรือประณามต่อจากลูก ก็คือพ่อแม่หาใช่ใครอื่น คำพูดที่ว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” ลูกรู้ไหมว่ามันทำให้แม่ปวดร้าวช้ำใจสักเพียงไหน มีคำกล่าวแต่โบราณบอกไว้ว่า ความทุกข์ของหญิงแต่งงานแล้วมี ๓ อย่างคือ
๑. ทุกข์เพราะไม่มีลูก
๒. ทุกข์เพราะลูกตายก่อนตน และ
๓. ทุกข์เพราะลูกเกิดมาทำแต่ความชั่ว
โดยเฉพาะประการสุดท้ายถือว่าเป็นที่สุดแห่งทุกข์ของผู้เป็นแม่ทีเดียว เราเรียกว่า อวชาตบุตร เพราะเป็นบุตรที่เลว มีคุณธรรมต่ำกว่าพ่อแม่ เป็นบุตรที่นำความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล
อย่างน้อยคนที่เป็นลูกทุกคนต้องกระทำตัวให้เป็นบุตรที่มีคุณธรรมเสมอบิดามารดา สามารถดำรงวงศ์สกุลสืบต่อไปได้ตามครรลองคลองธรรม หรือที่เราเรียกว่า อนุชาตบุตร ยิ่งถ้าเป็นบุตรที่ดีมีคุณธรรมสูงกว่าบิดามารดา สร้างความเจริญแก่วงศ์ตระกูล สังคมยกย่องว่าเป็น อภิชาตบุตร นั่นก็ยิ่งทำให้ท่านภาคภูมิใจ เป็นสุดยอดของบุตรที่พ่อแม่ทุกคนคาดหวัง เพราะฉะนั้น แค่ลูกไม่ทำความชั่วก็เท่ากับไม่ได้ทำให้แม่เป็นทุกข์แล้ว ส่วนการทำความดีด้วยก็เป็นตัวช่วยเสริม เพิ่มเติมให้แม่ได้ชื่นใจซึ่งก็หมายถึงความสุขใจ อีกทั้งยังภูมิใจในตัวลูกของแม่ด้วย
ส่วนใหญ่แล้วเท่าที่พบเห็นในสังคมทุกวันนี้ พวกลูกๆ มักจะไปแสดงความกตัญญูกตเวทีตอบแทนกันในตอนจัดงานศพให้ท่าน อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีเพราะว่าวิธีเขียนประวัติสรรเสริญคุณพ่อแม่ในหนังสือแจกงานศพเท่ากับเป็นการประกาศคุณ เป็นสิ่งที่คนเป็นลูกพึงกระทำตามกำลังทุนรอนฐานานุรูปแห่งตน แต่รู้หรือไม่ว่านั่นคือ "ความผิดพลาดที่น่าเสียใจอย่างที่สุด" ในชีวิตของลูก เพราะไปทำเอาเมื่อวาระสุดท้ายตอนที่พ่อแม่ไม่มีโอกาสได้รับรู้อะไรแล้ว คงสายเกินไปที่จะทำให้ท่านได้ชื่นใจ ความประพฤติและการปฏิบัติของตัวเราในระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ต่างหาก จะเป็นเครื่องประกาศคุณพ่อแม่อย่างชัดแจ้งที่สุด หาใช่หนังสือแจกในงานศพ หาใช่หีบศพบนเชิงตะกอน แต่อยู่ที่ตัวเรานี่เอง เมื่อรักท่านก็จงประกาศคุณความดีของท่าน ประกาศด้วยความดีของตัวเราเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ในขณะที่ท่านยังมีลมหายใจ การประกาศคุณของเราจะทำให้ท่านมีความสุขใจอย่างยิ่ง มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “เมื่อพ่อแม่มีชีวิตอยู่ ยังไม่เลี้ยงดูท่าน ครั้นท่านตายไปแล้ว ทำการเซ่นไหว้ ท่านจะได้รับประโยชน์อันใด”
การบำรุงเลี้ยงดูมี ๒ อย่าง คือ
๑. การเลี้ยงดูร่างกาย
๒. การเลี้ยงดูจิตใจ
อย่างหลังนี้สำคัญยิ่งกว่าและไม่ควรมองข้าม เลี้ยงดูจิตใจ ความหมายก็คือ ถนอมน้ำใจและรักษาน้ำใจเพื่อไม่ทำให้ท่านเสียใจเพราะคนแก่ใจน้อย เพราะฉะนั้น เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน เลี้ยงดูท่านตอบเมื่อยามท่านชรา ดูแลปรนนิบัติการกินอยู่ของท่าน ให้สะดวกสบายและเอาใจใส่ช่วยเหลือ รักษาพยาบาลท่านในยามเจ็บไข้ คอยพูดคุยกับท่านอยู่เสมอ ไม่ปล่อยทิ้งท่านให้อยู่อย่างว้าเหว่ จงพยายามทำทุกอย่างไม่ให้ขัดเคืองใจท่าน
คุณธรรมประจำใจของคนดีอย่างหนึ่งในทางพระพุทธศาสนาตรงกับพระบาลีที่ว่า “นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี” ความกตัญญูกตเวทีนี้มีอยู่ในบุคคลใด คนนั้นชื่อว่า เป็นผู้อยู่โดยธรรม เป็นผู้ตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรดีแล้ว ย่อมเป็นที่รักยินดีต้อนรับของสัตบุรุษ เป็นผู้ที่ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญจากบัณฑิตชนทั่วไป ความกตัญญูรู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้ว และเราตอบสนองคุณท่าน นี่เป็นความดีอันประเสริฐ โดยเฉพาะการทำความดีกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน ทำให้ตนไม่ตกอับ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ จะมีคนยื่นมือคอยสงเคราะห์ช่วยเหลือเสมอ ชีวิตมีแต่ความเจริญก้าวหน้า สมดังพระบาลีที่มาในขุททกนิกาย สัตตกนิบาต ทัฬหธรรมชาดก ว่า
“โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตฺโถ มนุพุชฺฌติ
อตฺถา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา”
แปลความว่า ผู้ใดอันผู้อื่นทำความดี ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน ย่อมสำนึก (คุณของเขา) ได้ ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมเจริญ
ตรงกันข้าม คนที่ไม่รู้อุปการะคุณของพ่อแม่ ไม่ตอบแทนคุณท่าน ได้ชื่อว่าเป็นอสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ปฏิบัติผิดในบิดามารดา จริงอยู่ถึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่มีบทลงโทษทางสังคม เวลาที่ชีวิตมีอุปสรรค หรือมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา ทำอะไรมักจะติดขัดไม่ราบรื่น ถูกผู้รู้ติเตียน สังคมประณามว่าเป็นคนเนรคุณ ล้มแล้วลุกยาก ไม่มีใครจะช่วยดึงขึ้นมา ย่อมประสบบาปเป็นอันมาก สมดังพระบาลีที่มาในขุททกนิกาย สัตตกนิบาต ทัฬหธรรมชาดก ว่า
“โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตฺโถ นาวพุชฺฌติ
ปจฺฉา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน กตฺตารํ นาธิคจฺฉติ”
แปลความว่า ผู้อื่นทำความดีให้ ทำประโยชน์ให้ก่อน แต่ไม่สำนึกถึง (บุญคุณ) เมื่อมีกิจเกิดขึ้นภายหลัง จะหาผู้ช่วยทำไม่ได้
ในทางพระพุทธศาสนามีข้อปฏิบัติอันเป็นความดีทำให้คนนับถือที่บัณฑิตหรือสัตบุรุษวางเป็นแบบหรือกล่าวสรรเสริญไว้ ปรากฏในบัณฑิตสูตร มี ๓ ประการ ได้แก่
๑. ทาน การรู้จักแบ่งปันและให้ทาน
๒. ปัพพัชชา การถือบวช เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น
๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน การบำรุงมารดาบิดา ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข
ดังนั้น จึงกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า อันการรู้อุปการคุณมารดาบิดาแล้วปรนนิบัติบำรุงเลี้ยงดูตอบแทน เป็นเครื่องแสดงออกถึงซึ่งความกตัญญูนี้ ถือว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานประจำตัวอย่างหนึ่งของคนดีซึ่งขาดไม่ได้ทีเดียวเลย
นอกจากนี้ การตอบแทนด้วยการสนองคุณบำรุงเลี้ยงดูท่าน ยังเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญที่เรียกว่า “มงคลชีวิต” คือเหตุแห่งความเจริญก้าวหน้าของชีวิต ดังที่อาตมภาพได้ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทว่า “มาตาปิตุอุปัฎฐานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง” ซึ่งท้าวสักกเทวราชได้นำเหล่าเทวดาเข้าเฝ้าและทูลถามว่าอะไรคือมงคลของชีวิต และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นข้อควรประพฤติปฏิบัติ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๓๘ ประการด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือการบำรุงเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นมงคลข้อที่ ๑๑
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่า "ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าทั้งสองของตน ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำ และให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี และปรนนิบัติท่านไปจนตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนพระคุณท่านไม่หมด" และยังตรัสว่า "การปรนนิบัติในบิดามารดานั้นแล บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้นี่เอง เขาละโลกไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์"
ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีต้องการจะสนองพระคุณท่านให้ได้ทั้งหมด พึงกระทำตามหลักพุทธศาสนาดังนี้คือ พาพ่อ-แม่เข้ามาสู่เส้นทางธรรมเข้าวัดฟังธรรม ถ้าพ่อ-แม่ไม่มีศรัทธา ก็ชวนท่านให้มีศรัทธา พ่อ-แม่มีความตระหนี่ ก็ฝึกท่านให้เรียนรู้ที่จะให้ทานและแบ่งปัน ถ้าพ่อ-แม่ไม่มีศีล ก็พาท่านมาฝึกรักษาศีล พ่อ-แม่ไม่เคยเจริญสมาธิภาวนา ก็ชวนท่านมานั่งสมาธิ ฝึกให้ท่านมีสติอยู่กับลมหายใจในปัจจุบันขณะอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ๆ ละ ๕ - ๑๐ นาทีค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเป็นการบ่มเพาะอินทรีย์ สั่งสมบารมี และเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญารู้แจ้งอริยสัจ ๔ ต่อไปในภายภาคหน้า การสถาปนาพ่อ-แม่ไว้ในธรรม นั่นคือการกตัญญูต่อพ่อ-แม่อย่างสูงสุด เพราะเป็นประโยชน์แก่ตัวบิดามารดาผู้ปฏิบัติเองทั้งในภพนี้ อีกทั้งยังเป็นเสบียงติดตัวไปในภพหน้า และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นั่นคือเป็นหนทางไปสู่นิพพาน
ท่านสาธุชนทั้งหลาย สำหรับผู้ที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ขอได้ช่วยกันนำหลักธรรมอันเป็นมงคลชีวิตมาปฏิบัติตั้งแต่ตอนที่ท่านยังมีลมหายใจเถิด รู้จักถนอมน้ำใจท่าน ในระหว่างพี่น้องทั้งหลายก็พึงสามัคคีกันอย่าทำให้ท่านลำบากใจ ขอให้ผู้เป็นลูกทำกันตอนที่ท่านยังอยู่ได้ไหม ให้ท่านได้เห็นได้ชื่นใจว่ามิเสียแรงที่ท่านเฝ้าทะนุถนอมตั้งแต่ยังแบเบาะ มิเสียแรงที่ท่านเฝ้าฟูมฟักคอยดูว่าเราได้ทำตัวเป็นคนดีของสังคม จริงอยู่ถึงแม้ว่าความเจ็บป่วยและสังขารไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ลูกรู้ไหมว่ายาชูกำลังขนานเอกที่มีส่วนช่วยให้พ่อแม่หายเจ็บป่วยได้ไวขึ้น อีกทั้งช่วยทำให้พ่อแม่ได้มีโอกาสอยู่ดูโลกนี้นานขึ้น ก็หาใช่อื่นใดคือความกตัญญูของลูกที่รู้จักทดแทนคุณของพ่อแม่นั่นเอง สุดท้ายนี้อาตมาขอฝากข้อคิดสะกิดใจเป็นคำกลอนไว้ดังนี้
"ตักบาตร กี่พันครั้ง ก็ยังด้อย
ถ้าหากปล่อย ให้พ่อแม่ กินไม่อิ่ม
สร้างพระเครื่อง เข้าพิธี กี่หมื่นพิมพ์
บุญไม่เท่า สร้างรอยยิ้ม ให้พ่อแม่ได้อิ่มใจ"
เทสนาปริโยสาเน ในอวสานอันเป็นที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ ขออานุภาพแห่งพระคุณศรีรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการ อันมีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะและสังฆรัตนะ ตลอดทั้งความดีทั้งหลาย อันบรรดาพุทธบริษัทในอุโบสถแห่งวัด ......................... นี้ที่ทุกท่านได้บำเพ็ญมาแล้ว จงเป็นตบะ เดชะและพลวปัจจัย ปกป้องคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลาย ให้ปราศจากโรคาพาธ ภัยพิบัติ อุปัทวันตรายทั้งปวง ให้มีแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล ปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาจงทุกประการ
อาตมภาพรับประทานวิสัชนามาใน มาตาปิตุอุปัฎฐานกถา พอสมควรแก่เวลา ขอยุติพระธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้
เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
จิรํ ติฏฐตุ สทฺธมฺโม .....
ขอพระสัทธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงสถิตย์ดำรงมั่นประดิษฐานตราบชั่วจิรัฐิติกาล เทอญ 🙏🙏🙏(พระครูโสภณโพธิมัณฑ์)รองเจ้าคณะอำเภออู่ทอง วัดห้วยมงคล
ผู้แต่ง
โดย พระครูโสภณโพธิมัณฑ์ รองเจ้าคณะอำเภออู่ทอง เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล
โดย : วัดห้วยมงคล
ที่อยู่ : ต.หนองโอ่ง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี
จำนวนเข้าดู : 9614
ปรับปรุงล่าสุด : 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 16:58:01
ข้อมูลเมื่อ : 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 16:58:01
สาระธรรม 10 อันดับ
เด็กเล็ก ๆ อย่าบังคับให้เขาปฏิบัติธรรม หากแต่ใช้วิธีพ่อแม่ทำตนเป็นตัวอย่าง
โดย วัดท่าขนุน
ข้อมูลเมื่อ : 27-11-2568
เปิดดู : 27
การปฏิบัติธรรมให้ค่อยๆ ทำแค่ที่ตัวเราทำได้ แต่ให้ทำอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ
โดย วัดท่าขนุน
ข้อมูลเมื่อ : 20-11-2568
เปิดดู : 37











