เข้าสู่ระบบสมาชิก 
สถิติสารสนเทศ 
สาระธรรม
การปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องที่ย่อหย่อนไม่ได้
รายละเอียด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "สัตว์โลกเกิดเท่าไรตายหมดเท่านั้น" โดยเฉพาะชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ก็คือทุกรูปทุกนามต้องก้าวเข้าไปหาความตายในที่สุด
หลายท่านที่กำลังใจไม่ดี พอได้ยินคำว่า "ตาย" ก็รู้สึกหวาดสะดุ้ง ที่ภาษาเก่าใช้คำว่า "เกรงมรณภัย" แต่ถ้าท่านทั้งหลายเข้าใจว่า ความตายเป็นเรื่องปกติของมนุษย์และสัตว์ทุกรูปทุกนาม แล้วพยายามมองให้เห็นความเป็นธรรมดาตรงนี้ ท่านก็จะไม่หวาดกลัวอีก
เนื่องเพราะว่าร่างกายนี้เป็นสมบัติของโลก ที่เรายืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น ก็คือเป็นเพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประกอบกันขึ้นมา แล้วตัวเราที่สร้างบุญสร้างกรรมมา ก็ได้อาศัยเพื่อที่จะชดใช้กรรมเก่าบ้าง สร้างกรรมใหม่บ้าง ถ้าหากว่าท่านใดที่พื้นฐานดี เมื่อเข้ามาอยู่ในร่างกายนี้ ก็ประกอบกองบุญการกุศล ทำให้ตนเองนั้น ก้าวขึ้นไปอยู่ในภพภูมิที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ถ้าหากว่าท่านทั้งหลาย ในอดีตสร้างกรรมไว้มาก ถึงมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา แต่ก็อาจจะอยู่ในลักษณะที่ว่า "มืดมาแล้วมืดไป ณ เบื้องหน้า"..!
จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพินิจพิจารณาให้ชัดเจนว่า ร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา เป็นแค่เปลือกที่เรามาอาศัยอยู่ เหมือนกับเปลือกหอยหรือว่ากระดองเต่า หรือเหมือนกับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เมื่อถึงเวลาเราก็ต้องทิ้งผ้าชุดเก่า ซึ่งหมดสภาพใช้งานไม่ได้แล้ว เพื่อที่จะไปหาผ้าชุดใหม่มาใช้งานต่อไป
ถ้าเราสร้างบุญเอาไว้ดี ก็ได้เสื้อผ้าสวย ๆ ราคาแพง ๆ มาสวมใส่ แต่ถ้าหากว่าสร้างบาปไว้มาก ก็อาจจะเจอผ้าเก่า ผ้าขาด ให้เราได้ใช้งาน ก็ขึ้นอยู่กับบุญกับกรรมที่ท่านทั้งหลายจะได้กระทำต่อไป ถ้ามีปัญญารู้สำนึกว่าชาตินี้เราใช้ผ้าเก่าผ้าขาด ก็เพราะว่าในอดีตเราสร้างกรรมไม่ดีไว้มาก แล้วเร่งในการสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ชาติต่อ ๆ ไปท่านก็อาจจะได้ผ้าใหม่ราคาแพงมาใช้เช่นกัน
หรือเปรียบเสมือนว่าตัวเราคือคนขับรถ ร่างกายนี้ก็เหมือนกับรถคันหนึ่ง เมื่อเราใช้งานจนรถหมดสภาพแล้ว ก็ต้องออกจากรถคันนี้ ไปหารถคันใหม่มาใช้งานต่อไป ซึ่งก็เหมือนกับเรื่องของเสื้อผ้า คือว่าถ้าสร้างบุญเอาไว้ดี ก็ได้รถยี่ห้อดี ราคาแพงมาขับขี่ ถ้าสร้างบุญไว้ไม่ดี ก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้มาก ก็อาจจะได้รถเก่า ๆ พัง ๆ วิ่งไปซ่อมไปมาใช้งาน..!
จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลาย ถ้าพิจารณาเห็นชัดเจนแล้ว ความสะดุ้งกลัวต่อความตายก็จะค่อย ๆ ลดน้อยถอยลง สภาพจิตยอมรับในความเป็นธรรมดาว่า "ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา" ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เราก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาสั่งสมบุญกุศลให้มากเข้าไว้ เพื่อที่ถึงเวลาแล้ว ถ้าต้องไปอาศัยร่างกายใหม่ อย่างน้อยก็จะได้ร่างกายที่ใช้งานได้ดี ไม่พาให้เราลำบากเดือดร้อนมาก ยิ่งถ้าสามารถลาขาดตัดกุดกันไปเลย ไม่ต้องมาเกิดใหม่อีก ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายควรที่จะเร่งทำให้ถึง
ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม จึงเป็นเรื่องที่ย่อหย่อนไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร จึงต้องเร่งขวนขวาย ใช้เวลาทุกนาทีให้อยู่กับบุญอยู่กับกุศลให้มากที่สุด ไม่ว่าจะทำสิ่งหนึ่งประการใดอยู่ สภาพจิตส่วนหนึ่งก็ต้องจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า อีกส่วนหนึ่งก็รักษาไว้ที่ภาพพระ หรือว่าลมหายใจเข้าออก
ถ้าสามารถทำได้คล่องตัว อย่างน้อยก็จะช่วยประกันให้ท่านมีสุคติเป็นที่ไป แต่ถึงไม่คล่องตัวก็ตาม การที่ท่านค่อย ๆ สั่งสมไปทีละเล็กทีละน้อย ก็เหมือนกับสั่งสมน้ำวันละหยดสองหยด นานไปก็อาจจะเต็มถ้วยเต็มแก้วไปให้เราใช้งานได้เอง
เราท่านทั้งหลายได้โอกาส มีชาติกำเนิดเกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมแล้วน้อมนำมาปฏิบัติ ถือว่าชาตินี้ท่าน "สว่างมา" ดังนั้น..ก็ควรที่จะก่อกรรมทำดีให้มาก อย่างน้อย ๆ เมื่อถึงเวลาจะได้ "สว่างไป" ณ เบื้องหน้า
...................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com
ผู้แต่ง
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
โดย : วัดท่าขนุน
ที่อยู่ : ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
จำนวนเข้าดู : 26
ปรับปรุงล่าสุด : 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 12:57:48
ข้อมูลเมื่อ : 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 12:57:48
สาระธรรม 10 อันดับ
เด็กเล็ก ๆ อย่าบังคับให้เขาปฏิบัติธรรม หากแต่ใช้วิธีพ่อแม่ทำตนเป็นตัวอย่าง
โดย วัดท่าขนุน
ข้อมูลเมื่อ : 27-11-2568
เปิดดู : 27
การปฏิบัติธรรมให้ค่อยๆ ทำแค่ที่ตัวเราทำได้ แต่ให้ทำอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ
โดย วัดท่าขนุน
ข้อมูลเมื่อ : 20-11-2568
เปิดดู : 37











