เข้าสู่ระบบสมาชิก
สถิติสารสนเทศ
วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก ราชวรมหาวิหาร
1 วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก วรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท ราชวรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท วรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท วรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี วรวิหาร
2 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี สามัญ
9 วัด
วัดราษฎร์
1455 วัด
สำนักสงฆ์
83 วัด
ที่พักสงฆ์
71 วัด
วัดร้าง
2 วัด
วัดทั้งหมด
1623 วัด
 
ศาสนบุคคลไทย
พระภิกษุ
8028 รูป
สามเณร
277 รูป
แม่ชี
86 รูป
ศิษย์วัด
33 คน
บุคคลทั่วไปชาย
45 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
52 คน
ทั้งหมด
8521 รูป/คน
 
ศาสนบุคคลต่างชาติ
พระภิกษุ
46 รูป
สามเณร
25 รูป
แม่ชี
1 รูป
ศิษย์วัด
3 คน
บุคคลทั่วไปชาย
0 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
0 คน
ทั้งหมด
75 รูป/คน
 
สถิติสถานภาพพระภิกษุปัจจุบัน
พระบวชใหม่
6936 รูป
ลาสิกขา
50 รูป
มรณภาพ
15 รูป
 

สาระธรรม

การส่งออกของจิตนั้นเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง

รายละเอียด

ระยะนี้ไม่ว่าจะเรื่องของการเมือง เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ ตลอดจนกระทั่งภัยธรรมชาติก็ปรากฏขึ้น สร้างความเดือดร้อนอยู่ทั่วใป

ในภาวะเช่นนี้ ถ้าเราไม่สามารถทำจิตของเราให้สงบได้ ก็จะส่งส่ายวุ่นวายไปกับเหตุการณ์บ้านเมือง ตลอดจนกระทั่งความน่ากลัวของโรคภัยไข้เจ็บ และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น

การที่จิตของเราส่งส่ายออกไปนั้น ก็บอกชัดอยู่แล้วว่าสภาพจิตไม่ได้อยู่กับตัวเรา การส่งออกของจิตนั้นเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง สิ่งที่ทำให้เราเครียด ทำให้เรากังวล ทำให้เรากลัว ก็เพราะจิตของเราส่งออก แล้วยังไปปรุงแต่งเพิ่มเติมอีก

วิธีที่จะขจัดสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ออกไปก็คือ การกลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออก หรือเรียกว่ากลับมาอยู่กับปัจจุบัน การที่สภาพจิตของเราแน่วแน่อยู่กับลมหายใจเข้า...อยู่กับลมหายใจออก...อยู่กับคำภาวนา ไม่ส่งไปไหน ความฟุ้งซ่านต่าง ๆ ย่อมเข้ามาไม่ได้ ความเครียด ความกลัว ความกังวลต่าง ๆ ก็ย่อมลดน้อยถอยลง และหายไปโดยอัตโนมัติ ตามระดับกำลังใจของเราที่เข้าถึง

ก็แปลว่าในสถานการณ์บ้านเมืองของเราที่เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะด้วยภาวะการเมือง โรคภัยไข้เจ็บ หรือภัยธรรมชาติ เราจะเอาตัวรอดได้ ต้องกลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ถ้าเราอยู่กับลมหายใจเข้าออก...อยู่กับปัจจุบัน หายใจเข้ากำหนดรู้ตามเข้าไปจนสุด...หายใจออกกำหนดรู้ตามออกมาจนสุด...พร้อมกับคำภาวนา สภาพจิตของเราก็จะหยุดอยู่กับปัจจุบันเฉพาะหน้า

แต่ด้วยความที่พวกเราอ่อนซ้อม ขาดการฝึกฝน จึงอยู่ได้แค่พักเดียว สภาพจิตก็จะเคลื่อนคลายออกไปหาอารมณ์ภายนอกอีก เมื่อได้สติรู้ตัวก็ต้องรีบดึงกลับคืนมา ให้อยู่กับลมหายใจและคำภาวนาต่อไป

ถ้าสมาธิเริ่มทรงตัวมั่นคง สภาพจิตก็จะหยุดฟุ้งซ่าน รัก โลภ โกรธ หลง ต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจสมาธิที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ

เมื่อสามารถทรงตัวจนถึงที่สุดแล้ว ถ้าหากว่าไปต่อไม่ได้ สภาพจิตก็จะคลายออกมาเองโดยอัตโนมัติ เราก็ต้องรีบหาวิปัสสนาญาณให้สภาพจิตของเราได้ขบคิด ได้ใช้กำลังที่สะสมไว้ ไปในการลด ละ ตัดกิเลสต่าง ๆ ถ้าเราไม่ใช้ กิเลสก็จะเอากำลังส่วนนี้ไปฟุ้งซ่านแทน ก็เท่ากับว่าเราเลี้ยงโจรไว้ปล้นตัวเราเอง

ถ้าหากว่าเราขบคิดในวิปัสสนาญาณต่าง ๆ อย่างเช่นว่า ดูความไม่เที่ยง ดูความเป็นทุกข์ ความไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราในร่างกายนี้ ถ้าเห็นชัดเจน สภาพจิตยอมรับ ก็จะเริ่มปล่อยวาง เพราะเห็นคำว่าธรรมดา

ธรรมดาของการเกิดมาต้องเป็นแบบนี้ ธรรมดาของการเกิดมาต้องพบเจอกับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ธรรมดาของการที่ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารก็ต้องพบพานสิ่งทั้งหลายเหล่านี้

เมื่อเห็นคำว่าธรรมดา..สภาพจิตก็จะเริ่มปลด เริ่มละจากความยึดมั่นถือมั่น เพราะเห็นชัดเจนแล้วว่า แม้กระทั่งความผิดชอบชั่วดีต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเช่นกัน สิ่งที่ดีแท้คือหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

ก็จะกลับมาทบทวนศีลของตนเองทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ล่วงศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นล่วงศีล ไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นล่วงละเมิดในศีล

เมื่อเห็นคุณความดีของพระรัตนตรัย ก็จะมีความเคารพใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่นแฟ้น ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ก็เหลืออยู่แค่การใช้ปัญญาพิจารณาต่อนิดเดียวว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา แต่ถ้าหากว่าตายแล้วเกิดใหม่ ต้องพบกับความทุกข์เช่นนี้อีก ก็ถือว่าขาดทุน สถานที่เดียวที่จะพ้นตาย พ้นเกิด ไม่ต้องมาทุกข์เช่นนี้อีก ก็คือพระนิพพาน แล้วให้เราเอากำลังใจสุดท้ายเกาะพระนิพพานเอาไว้

ถ้าขาดความคล่องตัว ไม่รู้ว่าพระนิพพานมีสภาพอย่างไร ก็ให้เกาะภาพพระพุทธรูปที่เรารักเราชอบองค์ใดองค์หนึ่งเอาไว้ ให้คิดว่านั่นคือพระพุทธนิมิตแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่บนพระนิพพาน ตราบใดที่เรายังเห็นพระองค์ท่าน..ก็คือเราอยู่ใกล้กับพระองค์ท่าน ตราบใดที่เราอยู่ใกล้พระองค์ท่าน..ก็คือเราอยู่บนพระนิพพาน

แล้วรักษากำลังใจเช่นนี้เอาไว้ ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้ายังมีลมหายใจเข้าออก...ดูลมพร้อมกับคำภาวนาไปด้วย ถ้าลมหายใจเบาลง...ก็กำหนดรู้ว่าลมหายใจเบาลง ถ้าลมหายใจหายไป...คำภาวนาหายไป...ก็กำหนดรู้ว่าตอนนี้ลมหายใจหายไป... คำภาวนาหายไป อย่าพยายามเข้าไปสู่ภาวะอย่างนั้น และอย่าดิ้นรนให้หลุดพ้นจากภาวะเช่นนั้น เรามีหน้าที่ตามดู ตามรู้ รักษาอารมณ์ให้อยู่เฉพาะหน้าไปเรื่อย ๆ สมาธิจิตของเราจะค่อย ๆ ก้าวหน้าขึ้นไปเอง
...................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com

ผู้แต่ง
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.

โดย : วัดท่าขนุน

ที่อยู่ : ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

จำนวนเข้าดู : 172

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567 21:00:03

ข้อมูลเมื่อ : 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567 21:00:03

 
 
 
 

สาระธรรม 10 อันดับ

เราต้องซักซ้อมการตายไว้เสมอ ๆ

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 09-12-2568

เปิดดู : 4

อธิษฐานบารมี

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 04-12-2568

เปิดดู : 19

กฎแห่งกรรม เที่ยงตรงเสมอ

โดย วัดสารภี

ข้อมูลเมื่อ : 25-11-2568

เปิดดู : 34

ทานของสัตบุรุษ

โดย วัดหนองกระพี้

ข้อมูลเมื่อ : 29-10-2568

เปิดดู : 77