เข้าสู่ระบบสมาชิก
สถิติสารสนเทศ
วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก ราชวรมหาวิหาร
1 วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นเอก วรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท ราชวรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท วรมหาวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นโท วรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี ราชวรวิหาร
0 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี วรวิหาร
2 วัด
พระอารามหลวง ชั้นตรี สามัญ
9 วัด
วัดราษฎร์
1455 วัด
สำนักสงฆ์
84 วัด
ที่พักสงฆ์
71 วัด
วัดร้าง
2 วัด
วัดทั้งหมด
1624 วัด
 
ศาสนบุคคลไทย
พระภิกษุ
8789 รูป
สามเณร
345 รูป
แม่ชี
89 รูป
ศิษย์วัด
35 คน
บุคคลทั่วไปชาย
41 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
51 คน
ทั้งหมด
9350 รูป/คน
 
ศาสนบุคคลต่างชาติ
พระภิกษุ
42 รูป
สามเณร
28 รูป
แม่ชี
1 รูป
ศิษย์วัด
3 คน
บุคคลทั่วไปชาย
0 คน
บุคคลทั่วไปหญิง
0 คน
ทั้งหมด
74 รูป/คน
 
สถิติสถานภาพพระภิกษุปัจจุบัน
พระบวชใหม่
7595 รูป
ลาสิกขา
17 รูป
มรณภาพ
2 รูป
 

สาระธรรม

การตำหนิติเตียนหรือด่าว่าพระสงฆ์

รายละเอียด

พระอาจารย์กล่าวว่า "ช่วงนี้พระพุทธศาสนาของเราค่อนข้างจะสั่นคลอน เพราะว่าสื่อสังคมต่าง ๆ ทำให้ข่าวไปถึงได้เร็วแล้วก็ง่าย แต่การรับข่าวของพวกเราก็ควรที่จะรับอย่างมีสติ คำว่ามีสติในที่นี้ก็คือ อย่าไปใส่อารมณ์ตามเนื้อข่าว ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ตาม ถ้าเราไปใส่อารมณ์ตามเนื้อข่าวเมื่อไร โอกาสที่เราจะขาดทุนมีสูงมาก

โดยเฉพาะบรรดาท่านทั้งหลายที่ไปลงความเห็นในลักษณะของการตำหนิติเตียนหรือด่าว่าพระสงฆ์ การที่เราตำหนิติเตียนหรือด่าว่าพระสงฆ์ ท่านยิ่งบริสุทธิ์เท่าไร โทษก็ยิ่งหนักเท่านั้น

ถ้าหากว่าจะดูตัวอย่างในพระธรรมบท ซึ่งเศรษฐีไปด่าพระที่ต้องอาบัติปาราชิก ขาดความเป็นพระไปแล้ว ปรากฏว่าเศรษฐีต้องไปเกิดเป็นเปรตอยู่ในหลุมขี้ ก็เพราะว่าคนอื่นทำผิดทำชั่วก็จริง แต่พอเราไปด่าว่า เราก็ทำชั่วไปด้วย ก็คือทำชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจนั่นเอง การไปจ้องจับผิดผู้อื่นเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำอยู่แล้ว การด่าว่าจิตก็ต้องประกอบไปด้วยโทสะ โมหะ

ดังนั้น...เมื่อตายไปเศรษฐีก็เลยกลายเป็นเปรต เหมือนอย่างกับว่าคนอื่นหาทางลงอบายภูมิ เราเห็นเข้าเราก็โดดตามลงไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ตัวเราไม่จำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น

ถ้านึกเอาตามพุทธภาษิต ก็คือ อกตํ ทุกฺกฏํ เสยฺโย ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง อย่างที่โบราณว่า ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ เพราะว่าสิ่งที่เราทำมีแต่จะเกิดโทษมากกว่าจะก่อประโยชน์

ข่าวบางข่าวก็เป็นข่าวในลักษณะที่ไม่เป็นความจริง ถ้าหากว่าพระท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้ผิด แต่ว่าโดนสังคมตราหน้าไปแล้วว่าผิด เราไปด่าว่าเข้าก็เกิดโทษมาก แต่ต่อให้ท่านผิด ก็มีพระธรรมวินัย มีวิธีการต่าง ๆ ที่จะแก้ไข ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานให้ ดังนั้น...จึงไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปด่าไปว่าในลักษณะอย่างนั้น

เรื่องของพระเรื่องของนักบวชต้องบอกว่ามีคุณอนันต์ ขณะเดียวกันก็มีโทษมหันต์ ปฏิบัติดีทำได้ถูกต้อง ก็เกิดคุณประโยชน์มหาศาลอย่างคาดไม่ถึง เพราะว่าท่านเป็นปูชนียบุคคล เป็นทักขิเณยบุคคล แต่ถ้าหากว่าทำไม่ดีทำไม่ถูกต้อง ก็จะเกิดโทษมหันต์

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะ ต้องสำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ ใช้หลักสาราณียธรรม ๖ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ เมื่อจะคิดก็คิดด้วยเมตตา เมื่อจะพูดก็พูดด้วยเมตตา เมื่อจะทำก็ทำด้วยเมตตา หวังประโยชน์ต่อพระศาสนาจริง ๆ ไม่เช่นนั้นแล้วตัวเราก็จะเป็นทุกข์เป็นโทษเอง ต้องลงอบายภูมิไปเอง

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องบอกว่า "เสียทีที่เกิดมา" เพราะว่าการที่เราเกิดมานั้น มีโอกาสแม้แต่ความหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน แต่เรากลับเลือกเอาทางลงสู่อบายภูมิไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก"
.....................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com

ผู้แต่ง
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.

โดย : วัดท่าขนุน

ที่อยู่ : ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

จำนวนเข้าดู : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 13 กันยายน พ.ศ. 2565 10:05:32

ข้อมูลเมื่อ : 13 กันยายน พ.ศ. 2565 10:05:32

 
 
 
 

สาระธรรม 10 อันดับ

ตอนนี้เห็นทุกข์จนเบื่อ

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 06-10-2565

เปิดดู : 5

พระคาถาอภิญญา

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 04-10-2565

เปิดดู : 8

อย่าประมาทในความตาย

โดย วัดท่าฟืน

ข้อมูลเมื่อ : 03-10-2565

เปิดดู : 4

พุทโธ อัปปมาโณ

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 01-10-2565

เปิดดู : 19

กาลกฐิน

โดย วัดท่าขนุน

ข้อมูลเมื่อ : 29-09-2565

เปิดดู : 28